Doi Saket International Film Festival

"People have to eat. A cinema has to meet its audiences"

DIARY

สมุดบันทึก
บันทึกระหว่างการใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่
เพื่อเตรียมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติดอยสะเก็ด
(ผู้บันทึก : yrna และ ทศพล บุญสินสุข)





“ผมมาอยู่ที่เมืองนี้ชั่วคราว เมืองที่มีขอบฟ้าเป็นหุบเขา”


ผมเจอเพื่อนสมัยเรียน
ที่กลางเมือง ผมจำได้ว่าเธอบอกผมว่าเธอไปเรียนต่อต่างประเทศ
ผมเดินสวนกับเธอ เธอถือถุงซุปเปอร์มาร์เก็ต สายตามองตรงไป
ไม่ได้สังเกตเห็นผม เธอดูเปลี่ยนไปพอสมควร แต่ผมไม่เคยลืมดวงตาของเธอ
ดวงตาฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาวัยเยาว์ไม่เคยเปลี่ยน
หากเธอจะหันมามองผม เธอคงจะจำผมไม่ได้
เพราะผมเองได้เปลี่ยนไปเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ผมไม่มีอะไรเลยให้เธอจดจำ


หุ่นกวางที่อยู่ที่วัด
หุ่นกวางธรรมดา เป็นหุ่นที่ใช้แต่งสวน เราสามารถเห็นได้ทั่วไป
ม้าลาย เสือ กระต่าย ฯลฯ
วัดนี้อยู่บนเขา มองออกไปจากอุโบสถ์จะเห็นเมืองทั้งเมือง
ฝนตกเล็กน้อย เราเห็นเมฆฝนเคลื่อนตัวไปตามหุบเขาที่ขอบฟ้า
หุ่นกวางที่สวน มีใบหน้าคล้ายคุณอาคนนึงที่ผมรู้จักตอนเด็ก
ผมจำได้ว่าคุณอาเป็นครู และใจดี
กลางดึกที่นอนไม่หลับ ผมขี่จักรยานมาหาหุ่นกวาง
ผมถามว่าคุณอาสบายดีไหม ตอนนี้คุณอาเป็นอย่างไรบ้าง
คำตอบที่ได้มาคือเสียงลมพัดเบาเกือบไม่ได้ยิน
เสียงของแมลงกลางคืน เสียงของจันทร์ เสียงของดาว



ชายคนนั้นนั่งอยู่ที่เขื่อน
เขานั่งอยู่นานมาก นานจนต้นไม้ลุกไปหมดแล้ว เขาก็ยังนั่งอยู่




พ่อกับแม่พาเธอมาหาหมอที่โรงพยาบาล
พ่อกับแม่บอกหมอว่าเธอไม่สบาย
เธอร้องไห้ออกมาเป็นใบไม้
ใบไม้แห้งๆสีน้ำตาลแก่ ใบไม้พรั่งพรู หมดป่า
ใบไม้แห้งกรอบจะกลายเป็นแมลงประหลาดที่ยังจัดประเภทไม่ได้
พ่อกับแม่พาเธอไปที่พิพิธภัณฑ์แมลงเพื่อตั้งชื่อแมลงก่อนที่จะพาไปหาหมอเสียอีก
แมลงประหลาดเป็นแค่แมลงประหลาดไม่ได้ทำให้เกิดโรคระบาด
แมลงประหลาดจะบินไปอยู่ตามต้นไม้ สร้างรังด้วยขี้ตามนุษย์
เธอพยายามบอกพ่อกับแม่ของเธอว่า
การที่ร้องไห้เป็นใบไม้ไม่ได้ทำอันตรายดวงตาเธอ
พ่อกับแม่ไม่ยอม นั่นทำให้เธอยิ่งร้องไห้ออกมาเป็นใบไม้อีก
แน่นอนหมอไม่สามารถรักษาเธอได้ แถมยังให้เธอนอนอยู่ที่โรงพยาบาลอีกหลายวัน
จนชั้นที่เธอพักรักษาตัวอยู่เต็มไปด้วยแมลงและใบไม้แห้งกรอบ
ทางโรงพยาบาลจึงยอมปล่อยให้เธอกลับไปรักษาตัวที่บ้าน


“บ้านคุณไม่ได้เลี้ยงแมวหรอ”
เขาตอบเปล่าเลย ไม่เคยเลี้ยง “ฉันไม่ชอบเลี้ยงสัตว์ว่ะ”
นั่นทำให้ผมแปลกใจ

ผมมาขอพักที่บ้านเขาหนึ่งคืน เพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน ก่อนขึ้นเขาในวันรุ่งขึ้น
บ้านพักเล็กๆสองชั้น ห่างไกลผู้คน
“ทำไมล่ะ” เขาถามกลับมาอย่างไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร
เราสองคนนั่งคุยกันเรื่องเรื่อยเปื่อยจนดึก แยกย้ายกันไปนอน
ผมขอเขานอนชั้นล่าง โซฟาขนาดกำลังพอดี
เขาเพลียและขออนุญาตขึ้นไปนอนก่อน ไฟเปิดเหลือไว้สองสามดวง แลงจันทร์คืนนี้สว่างพอ
ผมเก็บแก้วและจานไปล้างที่ครัว

ผมมองเพดานมีรอยข่วนของสัตว์ มีรอยเท้าคล้ายรอยเท้าแมว
รอยลึกและแข็งแรง บนพื้น บนชั้นหนังสือ หรือแม้แต่โซฟา มีขนหล่นอยู่ประปราย
เขาบอกว่าไม่ได้เลี้ยงแมว ไม่ได้เลี้ยงสัตว์อะไร ผมถึงแปลกใจ
รอยเท้าที่อยู่บนเพดาน ยิ่งยากแก่การจินตนาการ
ผมล้างจ้างเงียบๆอยู่ในครัว
ผมไม่แน่ใจว่าคืนนี้ผมควรนอนพักที่นี่ หรือเดินทางต่อไปดี






นกนอนหลับไม่อยู่กับตัว
ไม่ได้เกาะอยู่ที่บ่าเธออย่างที่เคย
ดึกอย่างนี้ ไม่รู้ว่าบินไปที่ไหน
คืนก็มืด ฝนก็หนัก
นกนอนหลับไม่อยู่ เธอจึงนอนไม่หลับ
นอนตาค้างมาสิบคืนแล้ว
หมาป่ามาอยู่เป็นเพื่อน คุยกันจนหมดเรื่องคุย
หมาป่าเผลอหลับ เธอยังไม่หลับ
เธอนอนนับผีเสื้อกลางคืน นับจนหมดป่า
เธอยังไม่หลับ เธอฝากนกฮูกบินออกไปหา
หาทั่วป่าไม่พบ
นกนอนหลับอาจหลงทาง
นกนอนหลับอาจบินไปที่อื่น
นกนอนหลับไม่สงสารเธอบ้างหรือ
นกนอนหลับไม่กลับมา


ฝนตกแล้ว ฝนตกหนักมาก
ลมพัดแรง
พัดหลายสิ่งหลายอย่างปลิวลอยในอากาศ
พัดหนังสือบางเล่มกระจัดกระจาย พัดใครบางคนที่เคยรู้จักปลิวหาย
แมลงหลายตัวบินหลบฝนใต้หลังคา

เสียงฝนกลบเสียงรถที่วิ่งข้างล่าง
เสียงฝนกลบเสียงโทรทัศน์ที่ห้องข้างๆ
ฝนทำให้เสียงที่เคยได้ยินอยู่รอบกายถอยห่างออกไป
ขณะนี้เป็นการแสดงของฝน

ผมกับเธอเคยนั่งจ้องฝนตกอยู่นานเป็นสัปดาห์
ไม่พูดอะไรกัน ลุกไปทำกับข้าว ลุกไปซักผ้า ลุกไปเขียนหนังสือ
ไม่ว่าลุกไปที่ใด สายตาเราทั้งสองยังจับจ้องที่เม็ดฝน
ฝนตกนานครั้งนั้นนานหนึ่งสัปดาห์
เมื่อฝนเม็ดสุดท้ายหล่นกระทบพื้น
เธอก็เอนตัวมาพิงผม

ฝนตกทุกครั้ง ภาพเหตุการณ์จ้องมองฝนของเราจะปรากฏขึ้นมา
ความน่ากลัวอยู่ที่เมื่อฝนเม็ดสุดท้ายกระทบพื้น
ความว่างเปล่าจะปรากฏขึ้นมาแทน


หมาตัวนั้นตัวใหญ่มาก
ชายคนนั้นเลี้ยงไว้
มีใครบอกว่า ชายคนนั้นเลี้ยงมันตั้งแต่ตัวเท่าฝ่ามือ
ชายคนนั้นกับหมา อาศัยลึกเข้าไปในป่าอยู่บนเขาอย่างเงียบๆ
ณ เวลานี้ หมาที่ชายคนนั้นเลี้ยงเอาไว้ตัวใหญ่มาก
ตัวใหญ่กว่าภูเขาบางลูก
หมาตัวนั้นกินความเหงา
หรือพูดให้ชัดเจนว่า หมาตัวนั้นกินความเหงาของชายผู้นั้น
คนส่วนมากรู้สึกว่ามันเกะกะ น่ารำคาญ
คงจะมีเพียงเด็กแถวนั้น ชอบปีนป่าย และไปวิ่งเล่นกันบนนั้น
หมาตัวนั้นชอบใจ
เพื่อนสาวของผมเคยไปนั่งอ่านหนังสือบนนั้นสองสามครั้ง
เธอเล่าให้ผมฟังว่าขนของมันนุ่มสบายดี


แมลงปีกแข็งอาศัยอยู่ห้องข้างๆ
ห้องของแมลงปีกแข็งลึก มึด
ผมเดาว่าแมลงปีกแข็งคงอยู่ข้างในสุด
บางทีเสียงปีกของแมลงปีกแข็งทำให้ผมสะดุ้งตื่น
ปีกของแมลงปีกแข็งเสียงดังมาก
ครั้งนึงผมนอนไม่หลับ
ผมเคาะห้อง
ไม่นานแมลงปีกแข็งมาเปิด
เขาขอโทษผมอย่างสุภาพ
ผมกลับมานอน เสียงปีกก็ทำให้ผมสะดุ้งอีก
ผมกลับไปเคาะห้อง เขาเปิดออกมาขอโทษ
ผมกลับมานอน เสียงดังขึ้นอีก
วนอยู่อย่างนี้ สามสี่รอบ ผมเริ่มทำใจได้กับเสียงนี้
ถ้าไม่นับเรื่องปีกเสียงดัง
เขาก็เป็นคนน่ารักคนหนึ่ง
บางทีก็ให้ผมยืมไม้แขวนเสื้อ
บางครั้งก็ชวนผมกินน้ำชา
วันอาทิตย์ไหนที่โอกาสดีๆ เราก็ซื้อกับข้าวมากินด้วยกัน


๑๐
“หนังสือทั้งหมดเตรียมอยู่ในห้องข้างๆ”
กระดาษสีน้ำตาลตัวอักษรสีดำวางไว้ที่โต๊ะ
โต๊ะไม้สีดำ ไม่มีเก้าอี้
ผมตื่นขึ้นมาบนเตียงเรียบง่าย ไม่มีผ้าห่ม
ผ้าคุมเตียงสีน้ำตาลอ่อน เช่นเดียวกับปลอกหมอน
ห้องแคบๆหันไปทางเป็นผนัง ส่วนอีกทางเป็นประตู
ไม่มีหน้าต่าง มีหลอดไฟทังสเตนหนึ่งดวง
ผมอ่านทวนประโยคในกระดาษอีกครั้ง
ลายมือไม่คุ้นตา เขียนด้วยปากกาไม่ทราบชนิด
ผมลุกขึ้นยืน เปิดประตูออกไป
ทางซ้ายเป็นผนัง ทางความเป็นผนัง ข้างหน้าเป็นผนัง
ข้างๆเท่านั้นที่มีประตูอีกบานตั้งอยู่
ผมเดินไปห้องข้างๆตามที่กระดาษแผ่นนั้นบอก
เปิดเข้าไปมีชั้นหนังสือสีน้ำตาลเข้มวางยาวเหมือนไม่สิ้นสุด
หนังสือเล่มหนาไม่สามารถคาดเดาจำนวนได้
วางเรียงอย่างเป็นระเบียบ เงียบเชียบ
ผมลองหยิบมาเปิดเล่มนึง
จากเล่มนึงเป็นสองเล่ม จากสองเล่มเป็นสามเล่ม
ผมหยิบกลับมาอ่านที่ห้อง บนเตียงตัวเอง
เล่มแล้วเล่มเล่า เมื่ออ่านจนครบ
ผมถึงจึงจะตื่นจากความฝันนี้

๑๑
ภูเขาตะวันออกจะหายไปในตอนกลางวัน
ส่วนภูเขาตะวันตกจะหายไปในตอนกลางคืน

๑๒
พายุมาเคาะประตูห้องผมกลางดึก
จะไม่เปิดก็ไม่ได้
พายุเข้ามาไม่ทันไร ข้าวของในห้องผมปลิวหมุน
หนังสือปลิวกระจาย โคมไฟล้มไม่เป็นท่า
ต้นไม้ใหญ่หลุดลอย แมวหนีไปบนตู้เสื้อผ้าก็หลบไม่พ้น
ทุกอย่างกระจัดกระจาย
ผมเองต้องเอาเชือกผูกกับอ่างล้างหน้าไว้
พายุค่อยๆอ่อนตัวเป็นผีเสื้อ
ผีเสื้อกลางคืนหมุนเป็นเกลียว
บางตัวเข้าไปในปากผม บางตัวหายไปใต้เตียง
หลายตัวบินไปเกาะที่หน้าต่าง
ในที่สุดผีเสื้อกลางคืน ก็ยอมกลายเป็นกระดาษ
ผมค่อยๆเก็บห้องให้สะอาด
ปลอบแมวจนหายหวาด
เก็บกระดาษที่เคยเป็นผีเสื้อกลางคืนมาเย็บรวมกัน
เหลืออีกแผ่นอยู่ในคอผม ต้องล้วงอยู่นาน
เมื่อรวบรวมจนครบ
ผมนั่งที่โต๊ะ ค่อยๆอ่านข้อความที่ถูกเขียนในกระดาษเหล่านั้น

๑๓
หมอกจะอยู่ในป่าบนเทือกเขาตรงนั้น
ยืนสงบนิ่งไม่ก็เคลื่อนที่อย่างช้าช้า
หมอกจะไปพูดอะไร ไม่ตอบอะไร
จะจ้องมองผู้ถามอยู่อย่างนั้นจนผู้ถามหลบสายตาไป
หมอกชอบคนที่นั่งอยู่เฉยเฉย
หมอกจะอยู่ในป่าบนเทือกเขาตรงนั้น
เคลื่อนที่อย่างไม่มีเสียง
กลางดึกที่ความมืดบกคลุม เช้าตรู่ที่อาทิตย์ยังไม่ขึ้น
หมอกจะเล่านิทานโบราณ นิทานที่มีก่อนการใช้ถ้อยคำ
ก่อนใช้ตัวอักษร เราจะเห็นชายชราและหญิงชราเดินทาง
ข้ามเขา ข้ามหมู่บ้านเพื่อมานั่งฟัง
ช่วงเวลาเดียวที่พวกเขารู้สึกว่ากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง



๑๔
ฉันทาสีเทาลงบนตัว
สีเดียวกับอากาศวันนี้

ฟ้าครื้มเหมือนว่าฝนจะตก
เมฆสีเทาเกาะกลุ่มกันเป็นผืนเดียว
แมวทุกตัวเป็นสีเทา
ใบไม้เป็นสีเทา
รถยนต์ที่วิ่งผ่าน ไฟจราจร ตึกอาคารบ้านเรือน กลายเป็นสีเทา
ใครบางคนมีสิ่งที่เก็บไว้ในใจไม่เคยพูดออกมา
ภูเขาเป็นสีเทา ลำธารเป็นสีเทา
สีเหลืองกลายเป็นสีเทา สีฟ้ากลายเป็นสีเทา สีเทาเป็นสีเทา
ใครบางคนเก็บกระเป๋าเตรียมตัวออกเดินทาง
ดนตรีเป็นสีเทา ถ้อยคำเป็นสีเทา
บรรยากาศเหมือน เถ้าถ่านจากการระเบิดของภูเขาไฟปกคลุม
ภูเขาไฟที่ไม่ได้ระเบิดมานานแล้ว
ฝนไม่ตก ถ้าฝนตกคงชะล้างสีเทาให้หมดไป
ฝนไม่ยอมตก ถ้าฝนตกทุกอย่างอาจเปลี่ยนไป

๑๕
“„,ผลไม้„,ฉันกำลังจะกลายเป็นผลไม้”
เขาบอกผมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนบอกว่า
“ฉันจะไปเรียนต่อต่างประเทศ”
“ผลไม้อะไรล่ะ” ผมถาม
“ผลไม้ป่า” ผมนิ่งเงียบนึกถึงรูปร่างของผลไม้ป่า
“สีชมพู” เขาเอ่ยต่อ “เนื้อข้างในหวานสีขาว มีเมล็ดเยอะแยะเลย”
เขาหันมามองผม เหมือนจะมีรอยยิ้มเล็กน้อย
“เมล็ดหล่นตามพื้นขึ้นเป็นต้นใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด ใช่หรือเปล่า?” ผมถาม
“อืม บางทีก็ติดเท้าสัตว์ไปที่ไกลๆ”
“งั้น เราคงไม่ได้เจอกันแล้วละสิ”
“ก็ อาจจะนะ”
ลมพัดมาเบาๆ เสียงนกร้องอยู่ไม่ไกล ผมนึกถึงเสียงคนที่เดินย่ำใบไม้ในป่า
ทีละก้าว ทีละก้าว และอยู่ดีๆเสียงย่ำเท้าก็เงียบไป เงียบไปในทันที
หลังจากนั้นก็เป็นเสียงของนก แมลง และสัตว์ใหญ่
เสียงของลำธาร เสียงของก้อนเมฆเคลื่อน เสียงใบไม้ไหว

๑๖
หูฟังอันเก่ามีฝุ่นเกาะ
เอาไปใช้งานไม่ค่อยได้
ฟังได้ยินแต่เสียงอดีต
ลึกเข้าไปมีโพรงชื้นแชะ
แสงแดดส่องเข้าไปไม่ถึงแต่แปลกที่ดอกไม้บางชนิด
เจริญงอกงามในนั้น

๑๗
ห้องฉายภาพยนตร์ตอนบ่าย ไร้ผู้คน
เจ้าหน้าที่ดูแล ออกไปนั่งเล่นสวนข้างนอก
ห้องฉายห้องนี้มีขนาด 5x7 เมตร มีสามสิบที่นั่ง
เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ภาพยนตร์เรื่องนั้นฉายไป
หากเรามองไปที่เก้าอี้ที่เรียงราย แน่นอนเก้าอี้ว่างเปล่า
มีเพียงแสงจากจอฉายตกกระทบ ดับและสว่าง
เสียงจากภาพยนตร์ ล่องลอยในอากาศ ก่อนจะซึมหายไปในผนังและพื้นห้อง
ไม่มีใครเลยจริงๆ บ่ายนี้
แต่ถ้าหากเราสังเกตดีๆ เราจะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้แถวหลังสุด
เธอนั่งอยู่ที่นี่นานแค่ไหนเราไม่อาจทราบได้
เธอปรากฏเพียงลางๆ เราจึงมองผ่านเธอไปในตอนแรก
เจ้าหน้าที่ดูแลที่นั่งอยู่ข้างนอก จุดบุหรี่สูบ ในใจเขาคิดถึงอะไรบางอย่าง
อาจเป็นงานใหม่ที่เงินเดือนดีกว่านี้ หรืออาจคิดถึงน้องสาวที่อยู่ต่างจังหวัด
สิ่งที่เขาคิดอยู่คงจะน่าสนใจกว่าภาพยนตร์ข้างใน หรือไม่เขาก็ดูจนเบื่อแล้ว
ส่วนหญิงสาวภายในห้องฉาย ตาจ้องมองไปที่จอ ส่วนในใจกลับคิดถึงเรื่องอื่น
อาจเป็นเรื่องที่เคยผูกพัน เรื่องของสถานที่ที่จากมา
ภาพยนตร์เรื่องที่ฉายอยู่เป็นภาพยนตร์เก่า ขาวดำ ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. ความยาว 120 นาที
เป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของผู้กำกับคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้วถ่ายไว้
นักแสดงที่แสดงได้อย่างมีชีวิตชีวานั้นกว่าครึ่งในโลกของความเป็นจริงก็เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน
แดดข้างนอกร้อน ถนนเล็กๆข้างหน้าห้องฉายร้างผู้คน ต่างกับถนนใหญ่ที่ถัดออกไปไม่กี่เมตร
เต็มไปด้วยรถรา ฝุ่นควัน
ภาพยนตร์จบไปตั้งนานแล้ว เจ้าหน้าที่ดูแลยังนั่งอยู่ข้างนอก ส่วนหญิงสาวในห้องฉายยังนั่งอยู่ต่อไป